
แก่นกลยุทธ์ฟิสิคัล AI ที่เร่งความเร็วด้วยความร่วมมือกับ NVIDIA และการเปิดแพลตฟอร์ม
FANUC ผู้ผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมรายใหญ่ของญี่ปุ่น กำลังเร่งเชื่อมต่อกับระบบนิเวศนักพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ในงาน iREX 2025 ซึ่งจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 บริษัทได้ประกาศแนวทาง “รองรับแพลตฟอร์มแบบเปิด” โดยยึด ROS 2 และ Python เป็นแกนหลัก พร้อมนำเทคโนโลยีของ NVIDIA เช่น Jetson, GPU และ Isaac Sim มาใช้ผลักดันฟิสิคัล AI และดิจิทัลทวิน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของ FANUC จากผู้ผลิตหุ่นยนต์แบบระบบปิด ไปสู่การเป็น “ฐานสำหรับการนำ AI ไปใช้งานจริงในภาคการผลิต” ที่สามารถพัฒนาและขยายขีดความสามารถผ่านองค์ความรู้จากภายนอก
ROS 2 และการเปิดซอร์ส: กำหนดนักพัฒนาภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
FANUC ได้เผยแพร่ไดรเวอร์ ROS 2 สำหรับหุ่นยนต์ของบริษัทในรูปแบบโอเพ่นซอร์สผ่าน GitHub พร้อมเตรียมสภาพแวดล้อมที่เชื่อมต่อกับ ROS และ Python ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยและพัฒนาด้านฟิสิคัล AI
แนวทางดังกล่าวช่วยให้สตาร์ทอัพและสถาบันวิจัยสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันโดยใช้ทั้งหุ่นยนต์จริงและสภาพแวดล้อมเสมือนได้ง่ายขึ้น และชี้ให้เห็นว่า FANUC กำหนด “การมีส่วนร่วมของนักพัฒนาภายนอก” เป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการพัฒนาในระยะถัดไป
ความร่วมมือกับ NVIDIA: AI ที่กลับสู่หน้างานจริง
ในงาน iREX 2025 FANUC ได้นำเสนอการใช้งาน NVIDIA Jetson และ GPU สำหรับแอปพลิเคชัน AI รวมถึงการสร้างดิจิทัลทวินด้วย NVIDIA Isaac Sim ซึ่งสามารถจำลองสภาพแวดล้อมการผลิตได้อย่างสมจริง
แม้เทคโนโลยี Generative AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ในโรงงานจริงยังคงมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ความสามารถในการทำซ้ำ และความหน่วงของการควบคุม FANUC จึงเลือกผสานโครงสร้างคำนวณของ NVIDIA เข้ากับจุดแข็งด้านการควบคุมและความเชื่อถือได้ เพื่อผลักดันการนำฟิสิคัล AI ไปใช้งานจริงในสายการผลิต
R-50iA: Python เป็นมาตรฐาน PLC เป็นทางเลือก
การเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรมการควบคุมสะท้อนชัดในคอนโทรลเลอร์รุ่นใหม่ R-50iA ซึ่งรองรับการรัน Python เป็นฟังก์ชันมาตรฐาน พร้อมไลบรารีที่เปิดให้เข้าถึง I/O รีจิสเตอร์ ตำแหน่ง และประวัติการแจ้งเตือนได้โดยตรง
ขณะเดียวกัน ฟังก์ชันซอฟต์ PLC ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 61131-3 (CODESYS) ถูกจัดเป็นออปชัน และสามารถใช้งานได้บน R-50iA โดยไม่ต้องเพิ่มฮาร์ดแวร์ภายนอก นอกจากนี้ ยังมีออปชันสำหรับสร้างแผงควบคุมกระบวนการแบบโนโค้ด เพื่อลดภาระการพัฒนาในหน้างาน
ขยายการเชื่อมต่อการพัฒนา บนฐานของความเชื่อถือได้
การแข่งขันในตลาดหุ่นยนต์อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากการวัดสมรรถนะฮาร์ดแวร์ ไปสู่การแข่งขันด้านความเร็วในการประยุกต์ใช้ AI และการพัฒนาการใช้งาน FANUC ใช้ความเชื่อถือได้และประสบการณ์ในหน้างานเป็นฐาน ก่อนเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีภายนอกอย่าง ROS 2, Python และดิจิทัลทวิน เพื่อเร่งการขยายขอบเขตการใช้งาน
มุมมองผู้บริหาร: จากการลงทุนอาคาร สู่การยกระดับหน้างานผลิต
ฝ่ายบริหารระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนก่อสร้างอาคารโรงงานเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิต มีการจัดตั้งการผลิตหลายฐานสำหรับสินค้าที่ต้องการความมั่นคงด้านอุปทาน รวมถึงการรวมศูนย์การผลิตชิ้นส่วน และการใช้เซอร์โวมอเตอร์ คอนโทรลเลอร์ หุ่นยนต์ร่วมงาน และระบบ IoT ของบริษัทเองเพื่อเพิ่มระบบอัตโนมัติ
ผลิตภัณฑ์: เร็วขึ้นสำหรับหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ คล่องตัวสำหรับหุ่นยนต์ร่วมงาน
ด้านผลิตภัณฑ์ FANUC เดินหน้ารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง หุ่นยนต์ขนาดใหญ่ซีรีส์ R-2000/E เพิ่มความเร็วการเคลื่อนไหวสูงสุดราว 20% และนำมาจัดแสดงในงาน iREX 2025 ขณะที่หุ่นยนต์ร่วมงานรุ่น CRX-3iA เน้นความคล่องตัว ด้วยน้ำหนักโครงสร้าง 11 กิโลกรัม สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ด้วยมือเดียว ตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการความยืดหยุ่น
ผลประกอบการ: ควรพิจารณาบนฐานประมาณการล่าสุด
ในด้านผลประกอบการ มีรายงานว่าบริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 เป็น 175.9 พันล้านเยน โดยปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนภาคอุตสาหกรรม อัตราแลกเปลี่ยน และการขยายธุรกิจหุ่นยนต์
จากระบบปิดสู่แพลตฟอร์ม: ยุคใหม่ของหุ่นยนต์อุตสาหกรรม
การเปลี่ยนแปลงของ FANUC อาจเปรียบได้กับอุปกรณ์ที่เคยปิดระบบ กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดรับนักพัฒนา บริษัทกำลังสร้างฐานที่ผสานความเชื่อถือได้เข้ากับระบบนิเวศภายนอก เพื่อให้ฟิสิคัล AI ถูกเลือกใช้อย่างเป็นธรรมชาติในหน้างานการผลิต
คุณค่าที่แท้จริงของกลยุทธ์นี้จะไม่ได้วัดจากคำสั่งซื้อในระยะสั้น แต่จะปรากฏชัดในอีกหลายปีข้างหน้า ว่า AI ประเภทใดและโรงงานแบบใดจะ “เลือก FANUC” เป็นแพลตฟอร์มหลัก นั่นคือแก่นของการแข่งขันยุคถัดไปในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์